งงมากกก ควรถามแฟนเลยมั้ยครับ ว่าความคิดเรื่องเงินกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของเขาเป็นเรื่องใหญ่ขนาดต้องเลิกไหม — ยังไม่เชื่อที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับ
ผมอายุ 42 ปี ทำงานเป็นพนักงานร้านในย่านหัวหิน มาอยู่ที่นี่เกือบสิบปีแล้ว ตอนเช้าประมาณตีห้าผมจะเปิดร้าน คนมักเห็นผมหน้าเดิมๆ ชีวิตนิ่งๆ ไม่หวือหวา แฟนผมอายุ 36 คบกันมา 4 ปี คบแบบจริงจัง ค่อยๆ โยงชีวิตเข้าหากัน จนสองเดือนก่อนเราแต่งงานกันแบบเล็กๆ กับญาติใกล้ชิดแถวบ้าน แค่เชิญคนในหมู่บ้านกับญาติที่รถจอดได้ เพราะผมอยากเก็บเงินทำบ้านสักหลังเล็กๆ ที่มีที่จอดรถพอจอดมอไซค์กับรถเก๋งตัวเล็กได้ ก็พอแล้ว
ก่อนแต่งเขาเป็นคนน่ารัก ร่าเริง ชอบชวนผมไปกินชานมเย็นๆ ตอนบ่ายสอง บางทีก็แวะกินตามสั่งหน้าปากซอยก่อนกลับร้าน เขายังมีนิสัยแปลกๆ นิดหน่อย เช่น เก็บเหรียญบาทในกระปุกสีฟ้าไว้ที่ชั้นหนังสือ ดูเป็นคนนิยมประหยัดนิดๆ เราก็คิดว่าโอเค น่าจะช่วยกันเก็บอนาคตได้
แต่พอแต่งแล้ว...ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ เรื่องมันเริ่มจากค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาไม่ค่อยพูดก่อน เช่น จองทริปวันหยุดกระทันหัน ตอนตีหนึ่งก็จอง แถมซื้อของออนไลน์ที่บอกว่าเป็นของใช้จำเป็น ทั้งที่เราพึ่งคุยเรื่องหลังคาโรงรถว่าจะเก็บเป็นเวลา 6 เดือน ไอ่เราก็มีความรับผิดชอบ ทำงานเช้ายันค่ำ รับออเดอร์ ทำสต็อกเอง เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็พยายามเก็บเงิน เงียบๆ
แล้วมีเรื่องยืมเงินก้อนหนึ่ง เขาไปยืมเงินน้องที่ทำงานให้ช่วยก้อนหนึ่งแบบไม่บอกผม บอกว่าเดี๋ยวคืน ผมไม่อยากเป็นคนตาม แต่เราตกลงกันว่าจะจัดการเงินร่วมกันแล้วคุยก่อน เขาไม่ได้บอกเลย หารู้ทีหลังจากที่น้องคนนั้นทักในกลุ่มว่าแล้วจะคืนเมื่อไร นี่แหละที่ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจ
อีกอย่าง เขาเริ่มใส่ใจภาพลักษณ์มากขึ้นต่อหน้าเพื่อนๆ แบบงง คือก่อนแต่งไม่เคยเป็น แต่หลังแต่งกลับซื้อเสื้อผ้าไปงานพวกเพื่อนที่บอกว่า “ต้องให้เหมาะกับสถานะ” — มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนคนก่อนแต่งกับหลังแต่งเป็นคนละคน หลายคืนผมนอนไม่หลับ คิดไปเรื่อย บางทีก็คิดว่าเราเป็นคนขี้งอนหรือคิดมากไปเองนะ หรือว่านี่แค่ช่วงปรับตัวหลังแต่ง แต่สัญญาณเยอะจนน่าลังเล
ผมพยายามคุยหลายครั้ง แบบสุภาพครับ พยายามไม่ตำหนิ แต่ถามตรงๆ ว่าเธอวางแผนการเงินยังไงกับเรา เพราะเราต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เขาพูดแบบเลี่ยงๆ บอกว่า “จัดการได้เอง ไม่ต้องห่วง” เหมือนปัดๆ ผมเชื่ออยู่พักนึง แต่พอมีเรื่องยืมเงินและออเดอร์ของแพงที่ซื้อเอง มันก็คาใจอยู่ดี
ไม่อยากให้เรื่องเงินกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง แต่ก็ไม่อยากเป็นพ่อบ้านไล่สอบบัญชีทุกเดือน มันอึดอัดอ่ะ อยากให้เป็นคู่ควงที่คุยกันตรงๆ ไม่ใช่พูดแล้วมีช่องว่าง อยากได้ความมั่นคงจริงๆ นะ ไม่ใช่คำสัญญาปากเปล่า
บางครั้งก็คิดว่าเราใจร้าย ให้โอกาสเขาปรับมั้ย แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมรู้สึกโดนทิ้งความร่วมมือเรื่องสำคัญๆ ไป อาจเพราะผมเคยช่วยจ่ายค่าเรียนพิเศษให้คนในครอบครัวเขาแล้วไม่ได้คืน หรือเคยสำรองเงินไปช่วยแม่เขาซ่อมบ้านก่อนแต่ง แล้วหลังแต่งเขากลับไม่ค่อยช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่าไร ก็เลยรู้สึกเหนื่อยขึ้นทีละนิด
มีวันหนึ่งเราทะเลาะกันทางโทรศัพท์เรื่องค่าใช้จ่ายงานเลี้ยงกับญาติ เขาบอกว่าใครๆ ก็ช่วยกันเอง ผมบอกว่าถ้าจะให้ช่วยก็บอกก่อน เราจะได้วางแผน แต่เขาดูโกรธและพูดตัดบท สุดท้ายเงียบกันอยู่สามวัน ผมรู้สึกผิดที่อาจพูดแรงไป แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ปัญหาไม่ใช่แค่นั้น มันมีรากลึกกว่า
ผมเสนอให้เปิดบัญชีร่วมสำหรับเป้าหมาย เช่น ซื้อบ้านหรือซ่อมบ้าน แบ่งเงินเดือนเข้ามาอันละส่วนหนึ่ง แต่เขากลับลังเล กลัวการถูกควบคุม ผมเข้าใจ แต่เราแต่งงานกันแล้วนี่ครับ ควรมีแผนร่วมกันมั้ย? งงมากครับ. ไม่รู้ว่าควรถามอีกครั้งแบบเต็มๆ หรือเงียบแล้วรอดูเวลา จะให้พฤติกรรมกลับมาหรือเปล่า หรือว่าต้องวางขอบเขตชัดเจนก่อนจะไปไกลกว่านี้ 5555
หนีหัวหน้าร้านมาตั้งกระทู้นี้ (คือหัวหน้าร้านไม่เห็นหรอก แค่ขำๆ) เพื่อนๆ คนไหนเคยเจอแบบนี้บ้าง — แต่งแล้วรู้สึกเหมือนคนรักเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน หรือเป็นแค่วิกฤตหลังแต่งที่เดี๋ยวก็ผ่านไป ช่วยแนะนำทีครับ เราควรคุยยังไงให้ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่คุยแล้วเงียบทุกที หรือควรปรับตัวเองมากกว่านี้ หรือเราคิดมากไปเองครับ อยากได้มุมมองจริงจังและเป็นไปได้จริง T_T
เราควรเดินหน้าต่อไหมครับ กับชีวิตคู่ที่เหมือนจะเปลี่ยนไปหลังแต่งงาน?
5
0
0
ยังไม่มีความคิดเห็น