คือวันก่อนตอนบ่ายสามโมงครึ่ง เรากำลังจัดชั้นเรียนอยู่แล้วมีเรื่องอีกแล้วค่ะ พูดตรงๆ นะคะ มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบพังทุกอย่าง แต่สะสมมาประมาณ 2 ปีได้แล้วจนเรารู้สึกอัดอั้นมากกก จริงงง — แล้วพอมีเรื่องมันก็เหมือนจะระเบิดออกมาทีเดียว
ครูที่มาช่วยสอนเสริม (มาสอนช่วงเย็น ไม่ครบเวลาเต็ม) มักจะเข้ามาเปลี่ยนแผนการสอนเราเฉยเลย แบบไม่ถาม ไม่คุยให้ชัด แล้วก็มาวิจารณ์หน้าชั้นว่าเด็กไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่เราเตรียมกิจกรรมมาเรียบร้อยแล้ว กับกระดาษสมุดเล็กๆ ที่เราเจาะรูไว้แล้วให้เด็กจับกลุ่มทำ ก็ยังโดนว่า "ช้า" "ไม่ทันเวลา" ต้องทำตามแบบที่เขาอยากให้เป็น ทั้งๆ ที่บางอย่างมันไม่เหมาะกับเด็กประถมสมาธิสั้นของเรา
เงียบเลย. เราพยายามอดทน ซึ่งเป็นสไตล์เราแต่ก็มีขีดจำกัดนะคะ ก่อนหน้านี้เขาเคยหยอกล้อเด็กในทางที่เราไม่สบายใจ แต่พอเราเตือนแบบเบาๆ ก็โดนมองว่าเราเรื่องมาก หรือเป็นคนขี้หวงห้อง เรายืนงงมากๆ หรือเราเองคิดมากไปรึเปล่า เค้าไม่เข้าใจบริบทโรงเรียนเล็กๆ ที่เราอยู่เลย
บางครั้งเขาก็เปลี่ยนข้อสอบหรือให้ใบงานเพิ่มตอนเช้าแล้วไปสั่งให้เด็กทำเลยโดยไม่ได้ปรับให้เหมาะกับช่วงเวลาอ่าน เด็กที่อ่านช้ามากกว่าคนอื่นจะท้อเร็ว เราเลยบอกว่า "ข้อสอบยาวเกินไป เด็กอ่านไม่ทัน" เขาตอบกลับหน้าตรงว่า "ครูต้องสอนให้ทัน" แบบขาดความเกรงใจ ไม่มีการขอ หรือพูดแบบนุ่มนวลเลย เรารู้สึกเหมือนถูกจับผิดความสามารถ ทั้งๆ ที่เราเตรียมบันทึกรายบุคคล แจ้งผู้ปกครองเรียบร้อยแล้วนะคะ
ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้งานเสร็จ งานเสร็จได้ แต่จะให้เด็กทำแล้วยืมความเข้าใจหรือกดดันแบบนั้น มันไม่ใช่ทางเรา เราเชื่อว่าการสอนต้องเห็นเด็กเป็นคน ไม่ใช่ตัวเลข เราเป็นครูมาเกือบสิบปีแล้ว บางทีคำพูดจากคนที่มาสอนเสริมแค่ 1-2 ปีทำให้เรารู้สึกด้อยค่า ทั้งๆ ที่ก็มีจุดแข็งของเราอยู่
เรื่องการแบ่งงานก็แย่ บางครั้งครูบางคนจะไม่ยอมรับภาระที่ไม่ชอบ แล้วโยนงานให้เราทำตลอด ทั้งการเขียนสรุปรายงานประชุม กิจกรรมวันสำคัญ แม้แต่การติดต่อผู้ปกครองที่ละเอียดถี่ถ้วนก็กลายเป็นของเราที่ต้องแบกรับ ทั้งที่ชั่วโมงสอนเราเต็มแล้ว เหมือนมีแรงกดดันว่าเราต้องทำได้เสมอ เราก็ทำให้ แต่พอหมดแรงจะไม่มีใครเห็นความพยายามพวกนั้น 5555
เรากลับบ้านแล้วร้องไห้บ่อยขึ้น ประมาณสามสี่ครั้งต่อเดือน ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่ช่วง แต่ผ่านมาเกือบครึ่งปีหลัง เราเริ่มคิดหนักขึ้น อาจเพราะแก่ขึ้นหรือความอดทนมันลดก็ไม่รู้ บางทีกลับบ้านเจอยางลบสีฟ้าวางอยู่บนโต๊ะแล้วคิดว่าเอาจริงเรายังอยากอยู่ที่นี่มั้ย เด็กบางคนยังมาวิ่งมากอดตอนพักแล้วบอกว่า "ครูหน้าสวยวันนี้" แบบไร้เดียงสา เราใจอ่อนทุกที T_T
เพื่อนร่วมงานผู้ชายบางคนพูดทำนองว่า "งานไม่ค่อยมีเวลา ก็แบ่งๆ กันไป" แต่ไม่มีใครเคยถามจริงว่าใครแบกมากน้อยแค่ไหน หรือจะช่วยยังไง เราเลยอยู่คนเดียวเยอะมากในความรู้สึก อยากชวนคุยเรื่องระบบการแบ่งงาน แต่ทุกครั้งที่พยายามก็ได้คำตอบกลับมาว่า "ค่อยๆ ทำไป" อีกแล้ว ป่ะ ทำไมต้องค่อยๆ เสมอ
ตอนนี้เราคิดจะทำสองอย่าง — หนึ่งคือรวบรวมหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ ทั้งแผนการสอนที่ถูกเปลี่ยน ความเห็นที่ไม่เหมาะ ตารางงานที่ไม่เป็นธรรม บันทึกเวลาและตัวอย่างใบงาน เพื่อยื่นคุยกับหัวหน้าฝ่ายการศึกษาแบบเป็นทางการ สองคือถ้าไม่มีอะไรดีขึ้น อาจมองหาที่ทำงานใหม่ เพราะไม่อยากใช้ชีวิตเครียดเรื้อรัง แต่ก็กลัวคนจะมองว่าเราเอาเรื่องเล็กไปทำเป็นเรื่องใหญ่ หรือเราเป็นคนขี้น้อยใจเอง อืมมม...คิดมากไปรึเปล่า
เพื่อนๆ ที่เป็นครูหรือเคยเจอแบบนี้ ช่วยแชร์วิธีรับมือหน่อยค่ะ ควรเริ่มจากคุยกันเองก่อนดีมั้ย หรือรวบรวมหลักฐานแล้วไปคุยกับหัวหน้าเลย เรากลัวการเผชิญหน้าแต่ก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ
ป.ล. ขอโทษที่เล่ายาวมากๆ ขอระบายหน่อยนะคะ เรายังรักงานสอน แต่มันเหนื่อยมากกกจริงงง
เหนื่อยกับครูสอนเสริมที่โรงเรียนประถม...ควรทนหรือพูดจริงจังดีคะ?
8
0
0
ยังไม่มีความคิดเห็น