เมื่อคืนประมาณสี่ทุ่มสิบห้านาทีแฟนผมนอนเปิดไฟอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ผมก็อยู่มุมเดิมของห้อง มืดๆ เหลือไฟหัวเตียงอีกดวง เงียบเลย ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ในหัวแล่นเต็มไปหมดเลยครับ นี่เราเพิ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้งหรือเปล่า สับสนมากๆ

คือเรื่องมันยาวนะ จะพยายามเล่าให้ครบแต่ขอโทษถ้าเรียบเรียงงง ผมอายุ 38 ทำงานเป็นบาริสต้า อยู่โคราช คบกับแฟนมาแต่งงานกัน 5 ปีแล้ว บ้านเช่าเล็กๆ ย่านชุมชนใกล้ตลาด เราไม่ได้รวยอะไร แต่พอจัดการชีวิตกันได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหามันไม่ใช่เรื่องรายได้อย่างเดียว คือพฤติกรรมกับการตัดสินใจของเขาทำเราเครียดมากกก จริงงง

เริ่มจากเรื่องเงินก่อนนะ เธอชอบซื้อของเวลาเครียด แบบว่าเห็นของสวยก็ซื้อทันทีโดยไม่ได้บอกเรา — บางทีก็สั่งตอนตีสามครึ่งหลังจากเลิกงาน เหมือนกดปุ่มแล้วหายเครียดเลย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอางสำหรับไปเจอเพื่อน ซื้อของออนไลน์ช่วงดึกๆ แล้วบางทียอดมันก็พุ่งไปเรื่อยๆ ผมเคยเห็นแจ้งเตือนยอดบิลขึ้นทีละพันสองพันรวดเดียวจนใจคว่ำ ยิ่งตอนที่ปากกาลูกลื่นสีฟ้าที่ผมชอบหักเมื่อสองเดือนก่อน ผมยังต้องรอเก็บเงินซื้อตัวใหม่เองนะ

ผมบอกแล้วนะว่าเดือนนี้ต้องกันเงินซ่อมเครื่องชงกาแฟ หรือเก็บไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ แต่พอเห็นว่าค่าใช้จ่ายเริ่มเกิน เธอก็ทำหน้าแบบ 'เดี๋ยวหาเอง' แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ เราต้องคุมทุกอย่างเองจนเหนื่อย เงียบ. บางทีได้คำตอบสั้นๆ ว่า "ไม่คิดมากหรอก" หรือ "เดี๋ยวค่อยจ่าย" แล้วก็เงียบอีก เรารู้สึกเหมือนไม่ถูกให้เกียรติการวางแผนร่วมกัน ว่าเราตกลงกันแต่งงานเพื่ออะไร อือ...เราเข้าใจว่าทุกคนมีวิธีระบาย แต่ถ้าระบายแล้วเป็นหนี้รวมของครอบครัว มันก็น่าเป็นห่วงไหมครับ

อีกเรื่องคือนิสัยเรื่องงานบ้าน ผมทำงานร้านกาแฟเช้ายันบ่ายบางวัน กลับบ้านสี่ทุ่มกว่าๆ เหนื่อยมาก แต่หน้าที่ทำความสะอาดหรือซักผ้า เธอก็วางแบบไม่เป็นเวลา บางทีทิ้งจานไว้เป็นวัน สมมติว่ากลับสี่ทุ่มกว่าๆ เห็นจานกองยังงี้ได้แต่ถอนหายใจ แล้วพอผมทำเองบอกให้ช่วย เธอทำหน้าเหมือนเราสั่งมากไป อืมมม อึดอัด

จริงๆเราพยายามไม่เอาเรื่องเล็กน้อยมาทะเลาะ แต่เรื่องมันสะสมเป็นเดือนๆ นะ แล้วล่าสุดก่อนแต่งงานเราทะเลาะกันเรื่องการจัดงานเล็กๆ ที่บ้าน พ่อแม่เธออยากให้เชิญบางคนที่เราไม่ได้อยากให้มา แต่เธอเลือกจะยอมตามเพื่อรักษา "หน้า" ครอบครัว ซึ่งเราเข้าใจนะ แต่ไม่เคยปรึกษาเราเลยก่อนตัดสินใจ ทั้งที่เป็นงานที่กระทบค่าใช้จ่ายและบรรยากาศของเราเอง เรากลายเป็นคนถูกบีบให้ต้องยิ้มทั้งที่ไม่สบายใจ นานเป็นชั่วโมงเลยนะตอนคุยเรื่องนี้ แต่ไม่ได้เรียงลำดับความสำคัญกับเรา

บางคืนผมกลับมาจากร้านเหนื่อยๆ เห็นเธอนั่งคุยโทรศัพท์เสียงดังกับเพื่อนเรื่องช้อปปิ้ง พร้อมหัวเราะแล้วเก็บเงินไม่เป็น แค่นี้ก็รู้สึกขัดใจแล้ว แต่พอพยายามคุยใจเย็นๆ เขาก็โต้กลับว่าผมทำเป็นซีเรียสเกินไป หรือพูดว่า "ปล่อยมันเถอะ" ซึ่งเราก็อยากปล่อยนะ แต่ปล่อยทุกเรื่องมันเป็นไปไม่ได้ป่ะครับ ถ้าปล่อยทุกเรื่องเราจะเหลืออะไรให้วางแผนร่วมกัน T_T

ผมรู้สึกว่าการตัดสินใจในชีวิตคู่ควรเป็นเรื่องของสองคน แต่มันกลายเป็นเหมือนเราต้องคุมทุกอย่าง 5555 ไม่ฮาเลย เราเริ่มมีความคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อไปดี ถ้ายังแบบนี้ต่อไป อีก 5 ปีข้างหน้าจะไปรอดไหม หรือเราเองควรเริ่มเก็บเงินไว้ต่างหากโดยไม่บอกเธอ หรือจะวางกฎเกณฑ์เรื่องค่าใช้จ่ายร่วมกันแบบจริงจังดี จะได้มีสัดส่วนชัดเจนแบบ 50-50 หรือวางงบจำกัดต่อเดือน

แล้วก็มีความรู้สึกแบบแปลกๆ ว่าถ้าต้องหยุดทุกอย่างวันนี้ เราจะรู้สึกเสียดายไหม เราไม่ใช่คนเจ้าชู้หรือมองหาใครอื่น แต่บางทีก็มีความคิดว่าเราอายุมากขึ้นแล้ว ควรมีความสบายใจที่บ้านมากกว่านี้ การกลับบ้านควรเป็นที่พัก ไม่ใช่สภาวะแบบต้องระวังทุกก้าวว่าจะพูดอะไรหรือไม่ทำอะไรให้ชวนทะเลาะ

ผมเองก็มีบกพร่องนะ อาจจะตั้งใจทำงานมากจนละเลยฟังความรู้สึกเธอหลายครั้ง หรือบางทีโมโหเร็ว เราก็ยอมรับ แต่มันต้องมีทางสายกลางป่ะครับ คือเราอยากให้เธอมีอิสระแต่อยากให้เข้าใจกรอบความจริงของครอบครัวด้วย จะพูดก็กลัวเสียงดัง โดนมองว่าเป็นคนหวงเงินมากเกินไปอีก

ตอนนี้เลยคิดว่าจะลองนัดคุยจริงจังแบบมีแผนจดบันทึก คือไม่ใช่แบบคุยกลางอารมณ์ แต่เป็นชั่วโมงที่เรามานั่งกันสองคน เปิดบัญชีร่วมกันไหม แบ่งงบความบันเทิงกับงบจำเป็นไหม ตั้งเป้าหมายเก็บเงินเพื่อเครื่องชงใหม่หรือค่าซ่อมบ้านดี แล้วถ้าทำไม่ได้จะมีมาตรการยังไง แต่ก็กลัวว่าพอเอาเรื่องกฎมาพูด เธอจะรู้สึกว่าผมเข้มงวดเกินไป

เพื่อนๆ พอจะแนะนำมั้ยครับ ว่าถ้าคนที่แต่งงานมาแล้วแต่ยังมีนิสัยการใช้เงินแบบนี้ ควรเริ่มคุยยังไงดี ให้เขาไม่รู้สึกถูกโจมตี แล้วเราจะสร้างกรอบการเงินร่วมได้จริงหรือเปล่า หรือเราควรอดทนและปรับตัวเองมากกว่านี้ เพราะบางทีมันก็เกิดจากวิธีเลี้ยงดูของแต่ละคนจริงๆ เราคิดมากไปหรือเปล่าครับ? จขกท ไม่เก่งเรื่องคำพูดเท่าไหร่เลย ขอคำแนะนำจริงๆครับ

ป.ล. แอบหนีหัวหน้ามาตั้งกระทู้ เดี๋ยวกลับมาต่อครับ แอบยืนรอรถเมล์ประมาณ 10 นาทีแล้วคิดเรื่องนี้อีกครั้ง มากกก จิงงง