ผมสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหาดใหญ่-อ่าวบางแห่งในภูเก็ตครับ อายุ 36 ปี โสด สอนมาประมาณ 9 ปี ยังไม่ยาวมาก แต่ก็ไม่ใช่คนเพิ่งเข้าทำงานนะ
เมื่อคืนก่อนประมาณสามทุ่มหลังเลิกสอนพิเศษ ผมกลับมาที่รร.เพราะมีแบบฟอร์มกับเอกสารจะเซ็นให้หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียน—ปกติเขาเจอผมบ่อย ไม่คิดอะไร แต่พอผมเข้าไปในห้องเจอหัวหน้ากำลังคุยกับครูต่างชาติคนใหม่ และเสียงดังมากกว่าปกติ คือค่อนข้างเถียงกันเรื่องกำหนดการทัศนศึกษา ซึ่งจริงๆ ผมควรจะเข้ามาช่วยจัดแผนกับฝ่ายกิจการ แต่สิ่งที่ทำให้ผมช็อกคือหัวหน้าตัดบทว่า “งานนี้ไม่ใช่เรื่องของครูไทย” แล้วลุกออกจากห้องไป หน้าตาเรียบเฉยมาก ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำอธิบายใดๆ
เงียบเลย
ครูต่างชาติยิ้มฝืนๆ แล้วหันมาถามผมว่าเราช่วยได้ไหม ผมบอกว่าพร้อมจะช่วยตามปกติ แต่ตอนนั้นความรู้สึกมันแปลก อธิบายไม่ถูก เราไม่เคยถูกมาร์จินาไลซ์แบบนี้ในที่ทำงานตัวเองมาก่อน ถึงจะเป็นครูผู้ชายคนเดียวในแผนกก็ตาม แต่ท่าทีนี่ทำเหมือนผมไม่เกี่ยวกับนักเรียนเลย ทั้งที่งานทัศนศึกษามันกระทบเด็กทั้งโรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก
เพื่อนคนในฝ่ายเดียวกันที่ผมคุยตอนกินข้าวกลางวันบอกว่าหัวหน้าเริ่มมีแนวทางแบบนี้มาเป็นเดือนๆ: ชอบแบ่งงานให้ทีมอื่นทำโดยไม่อธิบายเหตุผลชัดเจน แล้วพอมีปัญหาก็โยนกลับมาให้คนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูใหม่หรืออายุน้อยกว่า เราทุกคนอึดอัด แต่ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ เพราะกลัวถูกมองเป็นก้าวร้าวต่อหัวหน้า หรือกลัวกระทบการขึ้นเงินเดือน ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่การทำงานมันเริ่มไม่เป็นระบบ และสร้างความตึงเครียดในทีมมากกว่าที่ควรจะเป็น
อีกอย่างคือการสื่อสารแบบมักง่ายจริงๆ หัวหน้าแทบไม่เคยส่งเมลแจ้งเรื่องสำคัญ จะเดินมาพูดกลางคาบแล้วโบกมือให้ทำ หรือส่งไลน์กลุ่มตอนเที่ยงคืนว่า “ช่วยกันหน่อย” แบบไม่มีรายละเอียด คนที่ต้องลงมือทำก็ต้องไปนั่งเคลียร์เอง ทั้งๆ ที่บางเรื่องต้องคุยกับผู้ปกครองหรือหน่วยงานราชการซึ่งต้องมีเอกสารครบ มันไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่มันเป็นความไม่เป็นธรรมในการจัดการงานมากกกจริงงง
สองสัปดาห์ก่อนผมเข้าประชุมเสนอแผนการสอนพิเศษให้เด็กที่ต้องการติวเพิ่ม หัวหน้าสนับสนุน แต่วิธีการคือให้ผมจัดเองทั้งหมดและหาอาสาสมัครครูมาทำโดยไม่มีงบ เหมือนให้ทำฟรีๆ แล้วบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้าไม่ทำก็จะถูกมองว่าไม่ร่วมมือ ตอนนั้นผมหายใจเฮือกหนึ่งแล้วก็เงียบ เพราะกลัวว่าถ้าต่อรองจะถูกมองเป็นคนไม่ทำงานเป็นทีม แต่จริงๆ เราก็ไม่อยากถูกเอาเปรียบอ่ะ
บางคืนผมนั่งมองแก้วกาแฟเปล่าที่โต๊ะเล็กในห้องพักครู ส่องไฟนีออนเกือบสว่างจนแสบตา คิดว่าเราควรลาออกไหม หางานใหม่ที่สบายใจขึ้น เงินอาจน้อยลงแต่สุขภาพจิตดีขึ้น หรือเราต้องทนเพราะคิดถึงเด็กๆ หลายคนที่ผมดูแล ถ้าเราไปแล้วใครจะดูแลเขา คือ contradictions มากมาย อยากหนี แต่ทิ้งความรับผิดชอบก็รู้สึกแย่ หรือเราเดี๋ยวคิดมากไปเองวะ
เรื่องเล็กๆ ที่สะสมอีกอย่างคือหัวหน้าชอบเรียกให้ครูมาช่วยงานตอนกลางคืนโดยไม่ให้เหตุผลชัด แล้วเช้ามาก็ลืมขอบคุณ เหมือนเป็นงานบริการ 24 ชม. ซึ่งไม่ควรเป็นหน้าที่ของครูทุกคน แต่หลายคนก็ยอมเพราะกลัวเสียความสัมพันธ์ บางทีเรารู้สึกกำลังกลายเป็นคนที่ยอมมากเกินไปเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทีม ซึ่งไม่น่าจะยั่งยืน
ไม่รู้จะทำยังไงดีครับ จะคุยกับหัวหน้าแบบเปิดตรงๆไหม หรือเริ่มเก็บหลักฐานการมอบหมายงานประมาณ 2-3 อีเมล/เหตุการณ์ ต่อเดือน เพื่อยื่นเรื่องกับฝ่ายบริหารดี? เราไม่อยากทำเรื่องใหญ่ แต่ถ้าปล่อยไว้ เด็กๆ อาจจะเสียหายมากกว่า เราควรทำยังไงดีครับ
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ จขกท งงมากจริงๆ 555 T_T
ป.ล. ถ้าผมเขียนยาวเกินไปหรือพิมพ์งงๆ ขออภัยด้วยครับ อยากได้มุมมองตรงๆ จากเพื่อนๆ ว่าไงครับ
งงมากกับบรรยากรในรร. เกือบลาออก แต่ยังไม่แน่ครับ
7
0
0
ยังไม่มีความคิดเห็น